วิธีหนีนรก ตามแนว "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ"
Neenarok.com

วัตถุประสงค์ : ช่วยเผยแผ่คำสอนของ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” เพื่อให้กลุ่มบุคคลทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้เข้าสู่วัยชรา

เมื่อถึงแก่อายุไขหรือวาระสุดท้ายของชีวิต จะมีเส้นทางเดินไปสู่สุคติ อันมี “สวรรค์-พรหม-พระนิพพาน”

เป็นที่อาศัยอย่างมีความสุข หรืออย่างต่ำก็ต้องเกิดเป็นมนุษย์ในลำดับสุดท้าย หากแน่ใจว่า ได้ปฏิบัติตามคำสอนของ

"หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" อย่างเคร่งครัด ท่านจะไม่ต้องเดินเฉียดเข้าสู่ประตูอบายภูมิอันมี

“นรก-เปรต-อสูรกาย-และสัตว์เดรัจฉาน อย่างแน่นอนที่สุดแล

(ณัชพล เทพนิมิต)

»  หน้าแรก  |  หมวดหมู่ทั้งหมด  |  คลิปวิดีโอน่าสนใจ  |  ประมวลภาพ ซ.สายลม
หมวดหมู่ :     คำค้นหา :
» 10 บทความ อัพเดตล่าสุด !!
 วัตถุประสงค์ในการเผยแผ่ วิธีหนีนรก ตามแนว หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
 เมื่อ 11/06/2561

 ตอนที่ 24 จริยาของพระโสดาบัน (จบ)
 เมื่อ 11/06/2561

 ตอนที่ 23 องค์ของพระโสดาบัน
 เมื่อ 11/06/2561

 ตอนที่ 22 การปฏิบัติตนเพื่อหนีนรกแบบง่ายๆ (ต่อ)
 เมื่อ 11/06/2561

 ตอนที่ 21 การปฏิบัติตนเพื่อหนีนรกแบบง่ายๆ
 เมื่อ 11/06/2561

 ตอนที่ 20 สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
 เมื่อ 10/06/2561

 ตอนที่ 19 กรรมบถ 10 ข้อที่ 9 พยาบาท
 เมื่อ 10/06/2561

 ตอนที่ 18 อานิสงส์ของกรรมบถ 10 ข้อที่ 4
 เมื่อ 10/06/2561

 ตอนที่ 17 ศีลข้อที่ 5
 เมื่อ 10/06/2561

 ตอบที่ 16 คาถามหาเสน่ห์
 เมื่อ 06/06/2561

 ตอนที่ 15 ศีลและกรรมบถ 10 ข้อที่ 3
 เมื่อ 06/06/2561

 ตอนที่ 14 ศีลและกรรมบถ 10 ข้อที่ 2
 เมื่อ 06/06/2561

 ตอนที่ 13 อานิสงส์ของการรักษาศีลข้อที่ 1
 เมื่อ 06/06/2561

 ตอนที่ 12 การปฏิบัติตนในศีลข้อที่ 1
 เมื่อ 06/06/2561

 ตอนที่ 11 เปิดประตูให้พบทางสวรรค์ พรหม และพระนิพพาน
 เมื่อ 05/06/2561

 ตอนที่ 10 อารมณ์เป็นสุขเพราะกำลังสมาธิ
 เมื่อ 05/06/2561

 ตอนที่ 09 การเจริญสมาธิในพุทธานุสสติกรรมฐาน
 เมื่อ 05/06/2561

 ตอนที่ 08 วิธีปฏิบัติให้จิตเป็นสมาธิ
 เมื่อ 05/06/2561

 ตอนที่ 07 พุทธานุสสติกรรมฐาน
 เมื่อ 05/06/2561

 ตอนที่ 06 จิตข้องอยู่ในทรัพย์สมบัติ ตายแล้วไปอบายภูมิ
 เมื่อ 05/06/2561

มีทั้งหมด 25 รายการ

หน้าหลัก / หมวดหมู่2 / ตอนที่ 17 ศีลข้อที่ 5
ตอนที่ 17 ศีลข้อที่ 5
อัพเมื่อ: 10/06/2561 - 01:11:09 น.    ผู้โพส: ณัชพล เทพนิมิต

คำสอน "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี


      ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทฟังเรื่องหนีนรก ตอนที่ ๑๗ สำหรับตอนที่ ๑๗ นี้ ก็มีศีลห้าโดยเฉพาะ และอาจจะมีกรรมบถ ๑๐ ต่อท้ายอีก คือว่าที่พูดมาแล้วนั้นทั้งหมดเป็นศีลห้า ควบกรรมบถ ๑๐ แต่ก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่กรรมบถ ๑๐ ไม่มีบทสุราอยู่ด้วย คือไม่มีข้อว่าสุรา ฉะนั้นวันนี้ ในตอนต้นนี้จะขอพูดเรื่องข้อสุรา แต่ในการพูดต่อไปนี้ บรรดาท่าพุทธบริษัท เห็นจะไม่ต้องอธิบายมาก เพราะคำว่า สุราเมรัย นี่บรรดาท่าพุทธบริษัททั้งหลายรู้จักดีอยู่แล้ว และก็โทษของสุราและเมรัยเป็นยังไงก็ทราบกันอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ก่อนจะพูดว่าถึงข้อสุราและเมรัย การดื่มน้ำเมา "สุรา" นี้แปลว่า ของกลั่น "เมรัย" นี้ยังไม่ได้กลั่น เช่น น้ำขาวอุ น้ำตาลเมาเป็นต้น ก่อนจะพูดถึงเรื่องนี้ก็ขอพูดเรื่องการหนีนรกอย่างย่อไว้ก่อน คำว่า "ย่อ" ก็หมายความว่าย่อเฉพาะคำพูด แต่สูตรจริง ๆ เต็มอัตรา

      การหนีนรก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ว่าให้ตัดสังโยชน์ ๓ ประการ ซึ่งเป็นกิเลสใหญ่ ซึ่งเป็นเครื่องผูกพันกำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทให้ลงอบายภูมิสังโยชน์จริง ๆ มีความรู้สึกตามนี้ คิดว่าชีวิตนี้จะไม่ตาย และก็มีความสงสัย ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม และพระอริยสงฆ์ ไม่ยอมใช้ปัญญาพิจารณาความดีของท่าน ไม่ยอมรับนับถือเลย และก็ละเมิดศีลห้า คือการรักษาศีลไม่จริงไม่จัง สักแต่ว่าสมาทานแล้วก็เลิกกันไป อย่างนี้ถือว่า คนตกอยู่ในขอบข่ายของกิเลส คือ สังโยชน์ ที่คอยร้อยรัดบรรดาท่านพุทธบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตนจริงให้ลงอบายภูมิ ถ้าเราจะหนีกันพระพุทธเจ้าแนะนำไว้ว่าให้เข้าใจตามความเป้นจริงว่าชีวิตนี้มันต้องตายและสมเด็จพระจอมไตรทรงแนะนำว่า จงอย่าประมาทในชีวิต จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ให้มีความรู้สึกว่า ความตายอาจจะถึงเราในวันนี้ไว้เสมอ จะได้สร้างความดี

      ความดีอันดับแรกที่สามารถจะดึงเราให้พ้นนรกชั่วคราว นั่นก็คือ ยอมรับนับถือในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ และก็มาการปฏิบัติตรงต่อศีลห้า รักษาศีลห้าให้ครบถ้วน อย่างนี้เป็นปกติ เท่านี้ละบรรดาท่านพุทธบริษัท ขึ้นชื่อว่าอบายภูมิทั้ง ๔ คือ ๑ นรก ๒ เปรต ๓ อสุรกาย ๔ สัตว์เดรัจฉาน จะไม่มีแก่ท่านทุก ๆ ชาติไป ถ้าการเกิดของท่านยังมีกี่ชาติ แดนทั้ง ๔ นี้ท่านจะไม่ได้กลับมาอีก บาปกรรมเก่า ๆ ที่บรรดาท่านพุทธบริษัททำไว้แล้ว จะเป็นบาปหนักบาปเบาขนาดไหนก็ตามไม่สามารถจะดึงท่านลงอบายภูมิต่อไป

      ความจริงความรู้สึกการตัดอารมณ์ทั้ง ๓ ประการ นี้ก็รู้สึกว่าไม่ยาก เพราะคนที่มีปัญญา ถ้าไม่ไร้สติสัมปชัญญะ ไม่มีความประมาทเพราะการดื่มสุราและเมรัย ก็เข้าใจตามความเป็นจริงได้ว่าชีวิตนี้ตายแน่ และความตายก็ไม่ใช่ว่าต้องรอแก่ตาย ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่า เด็กที่เกิดมาภายหลังเรา ตายไปแล้วไม่รู้ว่าเท่าไรเหลือแต่เราเท่านั้น ที่ความตายจะเข้ามาถึงเมื่อไรก็ไม่ทราบ ข้อนี้ก็เป็นของคิดถึงง่าย ๆ

      สำหรับพระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี เราจะเชื่อก็เชื่อกันด้วยศีล พิจารณาดูว่าศีลห้า มีประโยชน์กับเราไหม การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เราอาจจะชอบทำเขาก็ได้ แต่ว่าถ้าเขาทำเราบ้างเราก็ไม่ชอบ ถ้าละเมิดข้อนี้ก็มีแต่ศัตรู ข้อที่ ๒ การลักการขโมยของชาวบ้าน นี่อันตรายใหญ่ก็มีกับเรา เราคิดถึงใจเราบ้าง ว่าทรัพย์สินที่เราหามาโดยยากถ้าใครเขาทำแบบนั้นเข้า เราจะมีความรู้สึกยังไงเราก็ไม่ชอบใจเหมือนกันและก็ข้อต่อไป คือ กาเมสุมิจฉาจาร สามีภรรยาของเราที่เรารัก ถ้าใครมาละเมิดความรักเราจะพอใจไหม เราไม่พอใจ ถ้าไปทำกับเขา เขาก็ไม่พอใจ เราก็สร้างศัตรู วาจามุสาวาท คนที่มีจิตสะอาดจริง ๆ เขาไม่พูดโกหกมดเท็จ เพราะเป็นปัจจัยให้เพื่อนที่รักเขาจะเป็นศัตรูกับเรา เพราะเกลียดน้ำหน้าที่เราพูดไม่จริง ในการดื่มสุราเมรัยเป็นปัจจัยให้เกิดความประมาท ทำชั่วทุกอย่างได้ นี่ละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายถ้าละเมิดศีล มันก็ชั่วแบบนี้ มีแต่ความเร่าร้อน 

   ๑. ตั้งใจให้ไฟไหม้บานเผาผลาญทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้พินาศไป

      ๒. เป็นการตั้งใจให้ลมพัดบ้านให้ฟัง

      ๓. ตั้งใจให้ผู้ร้าย คือขโมย ฉกชิงวิ่งราวลักของ ปล้นและจี้เป็นต้น

      ๔. ตั้งใจให้ผู้ร้าย คือขโมย ฉกชิงวิ่งราวลักของ ปล้นและจี้เป็นต้น

      โทษของอทินนาทานเป็นอย่างนี้ ถ้าจิตเราคิดได้อทินนาทาน ก็เป็นการคิดให้อาการอย่างนี้เกิดขึ้นกับเรา เพราะโทษของอทินนาทานที่ทำมา ญาติโยมทั้งหลายโดยถ้วนหน้าพึงทราบไฟที่ไหม้บ้านเพราะโทษอทินนาทาน โกงเข้าบ้าง หลอกเข้าบ้าง จี้ปล้นเขาบ้างอย่างนี้เป็นต้น และน้ำท่วมบ้านของเสียหาย ลมพัดให้บ้านพังของเสียหาย หรือว่าถูกโจรผู้ร้ายปล้น มาจากโทษอทินนาทานทั้งสิ้น

      และอทินนาทานคือลักขโมย แย่งจี้เขา ปล้นขา มันจากอะไร ร่างกายของเราจริง ๆ มันไม่ต่างจากไม้ซีกและไม้ซุง คือถ้าจะมีสภาพให้ใกล้เคียงกันจริง ๆ ก็อยู่ในสภาพของหุ่น หุ่นถ้าคนไม่ชักไม่นำมันเต้น มันก็ไม่เต้นมันจะนอนเฉย ๆ ถ้าคนไปยกขึ้นมันก็ยืนถ้าเอาวางตะแคงลงมันก็นอน เอาหัวลงเอาขาขึ้น มันก็เอาหัวลงเอาเท้าชี้ฟ้า หุ่นมันไม่มีความรู้สึก ที่มันเป็นไปได้อย่างนั้นเพราะคงบังคับ ข้อนี้อุปมาฉันใด จิตใจก็คล้ายร่างกายก็เหมือนหุ่น ในเมื่อจิตใจบังคับร่างกายมันก็ทำ

      ถ้าถามว่าจิตใจบังคับแบบนั้นตายแล้วจะไปอบายภูมิได้ยังไง อย่าลืมว่าอยากได้ทรัพย์สินของเขา คืออยากจะโกงบ้าง อยากจะจี้ อยากจะปล้นบ้าง อย่างนี้เป็นต้น จิตมันคิดแรงมากกว่าที่จะพูดต่อไป ตัวอย่างที่จะพึงเห็น อย่างท่านโกตุหลิกะ ขณะที่นั่งกินข้าวอยู่เธอเป็นคนจนเข้ามาในบ้านของท่านคหบดี ท่านคหบดีก็ให้ข้าวที่คนรับใช้กิน ข้าวที่คนรับใช้กินมันก็ดีสำหรับท่านผู้นี้อยู่แล้ว เพราะท่านผู้นี้เป็นคนจน เดินลัดป่ามาหลายวันอดข้าวมานานหลายวัน ๓ - ๔ วัน คนอดนาน ๆ มีความหิวจัด มีความอยากจัด ๆ ประเภทนี้แม้แต่ข้าวบูดก็พร้อมที่จะกินได้ แต่บ้านคหบดีหรือเศรษฐี อาหารคนใช้เขาไม่เลวอย่างเลวที่สุดเขาอาจมีแกงปลา แกงหมู แกงไก่ และอาหารประเภทนี้ไซร้ เป็นของเลวสำหรับมหาเศรษฐี แต่คนจนถือว่าเป็นของดีชั้นเลิศ ท่านให้อาหารที่คนรับใช้กินเขาก็กินแบบเอร็ดอร่อย แต่ว่าท่านคหบดีกลับกินข้าวมธุปายาสข้าวแบบนี้มันแพงถนัดใจบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย คนปกติธรรมดาอาจจะกินได้ อย่างฐานะอย่างอาตมาจะกินข้าวมธุปายาส ต้องเก็บเงินที่บรรดาท่านพุทธบริษัทถวายเป็นส่วนตัวหลายปี เพราะมันแพงจัด

      อาตมาก็มีความรู้สึกว่าของที่เขาว่าดีนะมันก็ไม่สำคัญ สำคัญแค่กินอิ่ม แต่ความรู้สึกของคนที่ไม่ได้กินมันต้องเป็นอย่างนั้น และข้าวมธุปายาสอันนี้ท่านกินแล้วท่านก็แบ่งให้สุนัข ซึ่งเป็นสุนัขตัวเมีย มันหมอบอยู่ใกล้ ๆ แบ่งให้กินบ้าง ท่านก็กินบ้าง แบ่งให้สุนัขกินบ้าง โกตุหลิกะลองแล้วก็มีความรู่สึกว่าเจ้าสุนัขตัวนี้มันมีบุญ เราเป็นคนเสียอีกยังไม่ได้กินข้าวมธุปายาส แต่เจ้าหมาตัวนี้มันดีทายาด สามารถกินข้าวมธุปายาสได้เท่ามหาเศรษฐี ขณะนั้นยังมีจิตใจปลื้มปิติยินดีกับสุนัขอยู่ เขาก็ขาดใจตายไปในขณะนั้นจิตออกจากร่างของเขาไปสู่ครรภ์ของนางสุนัข เลยเป็นลูกหมาไป

      นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ขณะใดที่มีจิตกังวลอยู่ในเรื่องอะไรเมื่อจิตใจของท่านก่อนจะออกจากร่างมันจะไปจุดนั้น

      และก็ตัวอย่างอีกท่านหนึ่งอย่างท่านติสสะซึ่งเป็นพระ พระองค์นี้อาตมาสงสัยว่าจะเป็นพระอริยเจ้า ท่านก็สนใจจีวรแพรของท่านเหมือนกัน ขณะที่พี่สาวเอาจีวรแพรมาให้ท่านชอบใจอยากจะห่ม แต่เวลานั้นมันก็ป่วยหนักไม่สามารถจะห่มได้ จิตใจก็มีความข้องใจมีความปรารถนาอยู่ แต่ทว่าสาวขององค์สมเด็จพระบรมครูพระองค์นี้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ความจริงผ้าแพรผืนนั้นมันก็ผ้าของท่านเอง เดิมทีเดียวมันเป็นผ้าเนื้อหยาบ ให้พี่สาวไปเย็บไปย้อม พี่สาวเห็นว่าหยาบเกินไป เลยทำเสียใหม่ ดึงด้ายมากอรใหม่จัดการเสียใหม่ เสร็จก็นานหน่อย เป็นผ้าเนื้อบาง ๆ เขาเรียกว่า "ผ้าสาฎก" ผ้าสาฎกจริง ๆ อาตมาไม่รู้จักก็เลยล่อจีวรแพร จีวรไหม เข้าไปเลยก็หมดเรื่องหมดราวไป เป็นผ้าชั้นดีที่หนึ่งสมัยนั้น ท่านก็ชอบ ท่านคิดอยากจะห่มจีวรนั้น แต่มันก็ไม่หายเสียที นอนลุกไม่ขึ้น ก็พอดีขณะที่พี่สาวเอาผ้าจีวรเนื้อดีมาให้ ท่านบอกว่านี่ไม่ใช่ผ้าของฉันพี่ ผ้าของฉันเนื้อหยาบ พี่หยิบผ้าผิด ผ้าเนื้อดีอย่างนี้ฉันรับไม่ได้ พี่สาวก็บอกว่าไม่ใช่มันเป็นผ้าของคุณเอง แต่พี่ไปทำให้มันดีขึ้น ท่านจึงยอมรับ รับแล้วก็ไม่กล้าที่จะห่มเพราะลุกไม่ขึ้น คิดว่าถ้าหายมีแรงเมื่อไรจะห่มผ้าเมื่อนั้น ในที่สุดท่านก็ตายไปเสียก่อนหลังจากตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเล็นอยู่ในตะเข็บของจีวร เล็นตัวเล็ก ๆ นิด ๆ มองเห็นยาก ๗ วันก็ตายจากเล็นไปเกิดบนชั้นดุสิต

      นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท เห็นว่าถ้าจิตเราคิดประเภทไหนมันได้อย่างนั้น เวลาตายไปตัวไม่ได้ไปจิตไป

      ในเมื่อท่านทั้งหลายอยากจะได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่น เข้ามาเป็นสมบัติของตนโดยไม่ชอบธรรม ก็ถือว่าเป็นการอยากให้ไฟไหม้บ้าน คิดอยากให้ลมพัดบ้านพังทรัพย์สินเสียหาย อยากให้น้ำท่วมให้ทรัพย์สินเสียหาย อายกให้โจรปล้นของท่าน ลักขโมยปล้นจี้เป็นต้น

      เอาละบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ก็เลยไม่ได้พูดถึงคุณกัน พูดแต่โทษเวลาก็หมดพอดี สำหรับคราวนี้ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สวัสดี... 

คำสอน "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี 



[ กลับขึ้นด้านบน ]